|
สงครามอิหร่าน-อเมริกา ไฮไลท์ใหญ่ถ้ามีช็อกโลก ลุ้น'หุ้น-น้ำมัน-ทอง-เงิน' กระทบ/ถ้าไม่เกิด...ฉลุย! |
|
วันพุธที่ 04 มกราคม 2012 เวลา 12:43 น. |
|
|
|
|

"กูรูหุ้น-เอกยุทธ" ออกโรงทำนาย "ตลาดหุ้นไทย-ศก.ไทย" ยังไปได้ แต่ให้จับตาดู "สงครามอิหร่าน-อเมริกา" ในช่วง 3-6 เดือนแรก ถ้าเกิดขึ้นจริงจะเกิดรายการช็อกโลก "หุ้นตกแรง-น้ำมันพุ่ง-ปั่นทองคำ-ค่าเงินร่วง" แต่จะเป็นแค่ช่วงสั้น แต่หากไม่เกิด ทุกอย่างก็ฉลุย
วันที่ 4 ม.ค. 2555 นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ "ไทยอินไซเดอร์" และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวในวันเริ่มต้นทำงานวันแรกในปีใหม่ 2555 ว่า ตลาดหุ้นไทยหลังจากเกิดอุทกภัยเมื่อปลายปี แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น แถมยังเป็นบวกด้วย ประกอบกับ 4 เดือนเศษที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในลักษณะไม่ปกติ การขึ้น-ลงไม่ได้เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐาน จะเห็นว่า ปีที่แล้ว เศรษฐกิจที่มีปัญหาก็คือในตลาดยุโรป เกิดวิกฤตหนี้ในหลายประเทศ และเมื่อปลายปีก็มีอุทกภัยในไทย รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำที่เกาหลีเหนือ ทำให้หลายๆ ตลาดในต่างประเทศเคลื่อนไหวแรง แต่ตลาดหุ้นไทยกลับไม่เป็นเช่นนั้น
นายเอกยุทธ กล่าวต่อว่า ปี 255 นี้เชื่อว่า ตลาดยุโรปเองก็คงมีข่าวต่อเนื่อง ทั้งข่าวดี-ข่าวร้ายสลับกันไปในช่วงไตรมาส 1-2 โดยเฉพาะปัญหาการแก้หนี้จะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่า นักลงทุนทั่วโลกคงเตรียมรับมือกับสถานการณ์แล้ว อาจกระทบต่อราคาหุ้นทั่วโลกบ้าง โดยเฉพาะหากแบงก์ใหญ่ของยุโรปล้ม แต่เชื่อว่า แบงก์ใหญ่ของเยอรมัน-ฝรั่งเศส อาจไม่เกิดปัญหานี้ แต่อาจไปเกิดกับสเปน หรือประเทศที่ไม่ได้กระทบต่อโลกภายนอกมาก
"คนไปกังวลกันเรื่องแบงก์จะล้ม แต่ผมคิดว่า แบงก์ใหญ่ๆ ของยุโรป จะใหญ่เฉพาะในยุโรป ไม่ได้ออกไปทั่วโลก ยกเว้นอังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์ จึงไม่น่าเกิดเหตุสั่นคลอน ถ้าจะล้มก็ล้มในบ้าน ต่างประเทศคงไม่ใส่ใจมากนัก แต่จุดดีของยุโรปปีนี้ หากดูภาพรวม ที่อังกฤษจะเห็นการช็อปปิ้งที่มีมาก รถสปอตหรูก็ยังขายได้ มียอดขึ้น ไม่ตกเลย สินค้าแบรนด์เนมก็ยังขายดี สะท้อนให้เห็นว่า ใครที่ประเมินวิกฤตโลกจะแย่ คงจะยังไม่เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีเงินหมุนเวียนในตลาดโลกมากมาย และคงไม่เกิดผลกระทบอย่างที่กังวลกัน"นายเอกยุทธกล่าวและว่า หากจะเกิดวิกฤตจริงๆ ต้องขึ้นกับหลายประเทศ และอาจเป็นการช็อคชั่วครั้งชั่วคราว ยิ่งปีนี้ อังกฤษก็มีงานโอลิมปิค จะยิ่งส่งผลบวกต่อภาพการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลัก บรรดาผู้ประกอบการของยุโรป ก็เริ่มเปิดประเทศให้คนจีนเข้าไปจับจ่ายใช้สอย โอกาสที่เศรษฐกิจจะประคองดี ก็ยังมีโอกาส ส่วนตัวเชื่อว่า ปีนี้เศรษฐกิจน่าจะดี รวมถึงตลาดทุนด้วย
นายเอกยุทธ กล่าวต่อว่า ที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือบ้านเราในช่วงต้นปี คงมีการรอจังหวะเทขายหุ้น พวกที่ซื้อกองทุน LTF* และ RMF* (ดูหมายเหตุช่วงท้าย) เอาไว้ หลายคนจะครบกำหนด และเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ดัชนีอยู่ที่ 600-700 จุด แต่วันนี้อยู่พันกว่าจุด คนที่มีอยู่น่าจะขายทำกำไร และในทางกลับกัน เงินที่ขายไปจะเอาไปทำอะไร อาจนำไปใช้ซ่อมแซมบ้าน เงินก็จะอยู่ในตลาด หรืออาจกลับมาซื้อหุ้น มาลงทุนอีกครั้ง ทำให้เห็นว่า เงินที่อยู่ในตลาด จะไม่หายไป ทำให้การหมุนเวียน-ไหลเวียนในตลาดมีได้สูง
แต่เรื่องที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกคือ สงครามอิหร่านกับอเมริกา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้น ควรติดตามให้ใกล้ชิด หากวันใดมีสัญญาณไม่ดี ราคาน้ำมัน-ราคาทองคำก็จะส่งผลกระทบ ช่วงสั้นถ้าเกิดขึ้น อาจมีการช็อกโลก หุ้นอาจร่วงแรง ช่วงนั้นแนะนำให้ซื้อได้ เพราะฝรั่งก่อสงครามก็เพื่อผลประโยชน์ ไม่ใช่ต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ แต่เพื่อขายอาวุธ เพื่อคุมราคาน้ำมัน คุมราคาทองคำ ไฮไลท์ของช่วง 3-6 เดือนแรกจึงอยู่ที่สงครามอิหร่าน-อเมริกา
หากเกิดสงครามที่ว่านี้จริง ราคาทองคำจะถูกปั่นขึ้นไป ราคาน้ำมันก็จะสูงขึ้น ค่าเงินก็จะมีผลกระทบด้วย เงินบาทอาจอ่อนค่า เราอาจได้เห็น 32-33 บาทก็ได้ เพราะดูนโยบายเจ้าพ่อดูไบ ที่หากินกับค่าเงินมาหลายรอบ รอบสร้างเนื้อสร้างตัวได้ไปแล้ว 4-5 หมื่นล้านบาท อาจถึงแสนล้านบาทก็ได้ แต่รอบนี้...เงินบาทที่อ่อนค่าจาก 29 บาทกว่า มาวันนี้ 31 บาทกว่า เกือบ 10% ถ้าคนรู้ทิศทางการต่อสู้ค่าเงิน สามารถทำกำไรได้มหาศาล ก็อยากให้ดูจากอดีตที่ผ่านมา ว่าใครใช้อำนาจหากินกับเรื่องนี้ ทุก 1 บาทที่เงินอ่อนลง จะกระทบต่อราคาน้ำมัน การผลิต ราคาทองคำ ถัวเฉลี่ยแล้วจะทำให้ทองคำเกิดการเปลี่ยนแปลง 7-800 บาทต่อออนซ์ การเก็งกำไรทองคำ ถ้าลงแรงๆ ก็ซื้อเก็บได้ ถ้าสงครามเกิดขึ้นจริงจะเกิดการผันผวน สำหรับพวกค้าเงิน ก็ควรเก็บยูเอสดอลล่าร์ เชื่อว่า 3-5% ในช่วง 3 เดือนแรก จะเห็นแน่
สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในบ้านเรา รัฐบาลของนายห้างดูไบ จะคิดโปรเจ็คต์ใหญ่ไว้ก่อน เพื่อให้คนวิจารณ์ และลืมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือว่า กล้าคิดยังดีกว่าไม่คิดทำอะไรเลย ดังนั้นช่วงสั้น ๆ 3-6 เดือน ตลาดหุ้นยังดูดี อยู่ในภาวะสดใส ไม่น่าเลวร้ายมากนัก จะมีผลกระทบก็ต่อเมื่อมีภาวะสงครามอิหร่าน-อเมริกา ถ้าหุ้นลงแรง ก็ซื้อเก็บได้ เมืองไทยเองก็เป็นทางเลือกเล็กๆ ที่ต่างชาติจะมาลงทุน จึงควรลงทุนเฉพาะกลุ่มธนาคาร-พลังงาน-สื่อสาร รวมถึงวัสดุก่อสร้าง และอาหาร
"ระยะกลางไปถึงปลายปี เดี๋ยวนี้ค่อนข้างดูยาก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกผันแปรมาก แต่โอกาสขึ้น 15-20% ในปลายปีอาจได้เห็น 1300 จุด แต่คงไม่ไปไกลมากนัก นอกเสียจากว่า ทุกวิฤตไม่เกิดขึ้นคือ สงครามอิหร่านไม่เกิด ผู้นำเกาหลีเหนือไม่ฝักใฝ่สงคราม วิกฤตหนี้ในยุโรปแก้ไขได้ รวมถึงปัจจัยการเมืองบ้านเรา อยากให้นักลงทุนตัดความกังวล เพราะหุ้นบ้านเราไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของสภาวะทางการเมือง เพราะผู้ที่ดูแลตลาดทุนบ้านเรา จะสามารถประคับประครองราคาได้ตลอดเวลา ส่วนจะเล่นการเมืองรุนแรง สะเทือนถึงตลาดหุ้นหรือไม่นั้น คิดว่าคงไม่น่าเกิด"นายเอกยุทธระบุ ................................. หมายเหตุ :
*LTF ย่อมาจากคำว่า Long Term Equity Fund หรือเรียกในชื่อไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือกองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ฯ การเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนใน LTF ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน
*RMF ย่อมาจากคำว่า Retirement Mutual Fund หรือเรียกในชื่อไทยว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง (กองทุนรวม หมายถึงการนำเงินของผู้ลงทุนหลาย ๆ คนมารวมกัน แล้วมีมืออาชีพ ซึ่งก็คือบริษัทจัดการ คอยบริหารจัดการเงินตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้) ซึ่งมีวัตถุประสงค์พิเศษแตกต่างจากกองทุนรวมทั่วไป คือ RMF เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสะสมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ ที่ทางการให้การสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจ
|