|
ไม่อยากเชื่อว่ายุบปชป. แต่อาจฟัน'เฉพาะบุคคล' ถึงขั้นโดนคดีอาญาด้วย! สอนผู้นำต้องทำอย่างไร |
|
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฏาคม 2010 เวลา 16:39 น. |
|
|
|
|
ความรู้สึก “เอกยุทธ” ไม่เชื่อว่าจะยุบปชป.จริง แต่อาจ “เชือด-ฟัน” เฉพาะตัวบุคคลมากกว่า ซึ่งอาจถึงขั้นถูกคดีอาญาได้ เหน็บ “มาร์ค” ควร “สร้างผลงาน” มากกว่า “สร้างภาพ” สอนมวยผู้นำ ต้องวางแผนงานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา มากกว่าจะวางแผนงานเพื่อคอยแต่แก้ปัญหาอย่างเดียว
นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป เปิดเผยว่า ข่าวการเมืองเวลานี้ คงไม่มีเรื่องอะไรร้อนแรงมากไปกว่า “คดียุบพรรคประชาธิปัตย์” ที่มีการส่งเรื่องฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ทั้งในเรื่องเงินบริจาค 258 ล้านจากทีพีไอ กับเงิน 29 ล้านบาท ซึ่งคงต้องเฝ้ารอดูว่า สุดท้ายแล้ว “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดในเวลานี้ จะถูกยุบหรือไม่ แต่ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัวของตน ยังไม่อยากจะเชื่อว่า จะมีการยุบพรรคประชาธิปัตย์จริง แต่อาจเป็นไปได้ที่จะมีรายการ “เชือด” หรือ “ฟัน” เฉพาะตัวบุคคลมากกว่า ซึ่ง “บางคน” อาจถึงขั้นโดนคดีอาญาก็เป็นไปได้
นายเอกยุทธ กล่าวต่อว่า เวลานี้จะเห็นว่า ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์กำลังขมักเขม้นเรื่องการวางแผนต่อสู้ ถึงขนาดนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องลงมากำกับการแสดงด้วยตัวเอง ขณะที่ตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค กลับไม่ได้แสดงบทบาทอะไรที่จะโชว์ภาวะความเป็นผู้นำให้สังคมได้เห็นเลย
“นายกฯควรสร้างผลงานมากกว่าสร้างภาพ เพราะผลงานจะเกื้อหนุนให้ประชาชนให้การสนับสนุน อย่าลืมว่า การบริหารบ้านเมืองที่แท้จริง ต้องวางแผนงานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา มากกว่าจะวางแผนงานเพื่อคอยแต่แก้ปัญหาอย่างเดียว ตรงนี้ถือว่าแตกต่างกัน เพราะถ้าเราเข้ามาทำงานและวางแผนงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ ใครขึ้นมาก็ไม่ต้องมาคอยตามแก้ปัญหา ซึ่งจะดีกว่าการขึ้นมาแล้วต้องมาคอยแก้ปัญหา จนไม่มีเวลาไปคิดในเรื่องอื่นๆ”นายเอกยุทธกล่าว
นายเอกยุทธ กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้กฎหมายบ้านเรา มีความหยุมหยิมมากเกินไป ทำให้คนดีไม่อยากจะเข้ามาสู่การเมือง อีกทั้งกฎหมายเปิดช่องทางให้นักการเมืองมาหาเงิน ส่วนนักธุรกิจการเมืองเข้ามาสู่การเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง ทำให้ไม่มีเวลา หรือสนใจที่จะคิดแก้ปัญหาของประเทศ แต่มักจะคิดถึงผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามา ก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของคนไทย ที่จะต้องมีการปล่อยตามน้ำ-จ่ายค่าน้ำ เวลารัฐบาลมีการอนุมัติโครงการอะไรไปแล้ว ถ้าเคลียร์กันไม่ลงตัว ก็มีการฟ้อง มีการเคาะกะลากัน ซึ่งเป็นปัญหาเดิมๆ ไม่จบสิ้น จะเห็นว่าการพัฒนาโครงการใหญ่ๆ ในบ้านเรา มีข่าวไม่โปร่งใสตลอด หน่วยงานไหนที่มีการประมูล สร้างงานขึ้นมา มักมีข่าวโกงกินแทบทั้งสิ้น
นายเอกยุทธ ยังยกตัวอย่างถึงการทำโลจิสติกส์ในโครงการ “รถไฟทางคู่” ว่า ตนเคยมีพรรคพวกจากจีนติดต่อมา ด้วยการเสนอให้รัฐบาลไทยด้วยข้อเสนอพิเศษ คือการลงทุนให้ทั้งหมด พร้อมการันตีในเรื่องรายได้ ว่าถ้ามีจำนวนผู้โดยสารเท่าไหร่ ก็จะขอซื้อตั๋วในราคาที่เรากำหนดไป ก็คือรัฐบาลสามารถขายตั๋วล่วงหน้าได้เลย เพื่อนำเงินดังกล่าวมาลงทุนก่อสร้าง แต่กลับไม่กล้าดำเนินการ แต่พอศึกษาไปถึงได้รู้ว่า เพราะอะไร เพราะผลประโยชน์ในโครงการนี้มีเป็นแสนล้าน ซึ่งแบ่งกันไม่ลงตัว ทำให้เห็นว่า ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับใบอนุญาต จะต้องมีนักการเมืองเกี่ยวข้องทั้งสิ้น บางเรื่องก็มีหลายพรรคการเมืองมาโยงใย ทำให้เคลียร์กันไม่ลงตัว ถือเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายมากสำหรับเมืองไทย และทำให้การพัฒนาประเทศไม่ก้าวหน้า
|