|
กระแสข่าว "ปฏิวัติ-ยุบสภา" ตลอดสัปดาห์ที่ถูกปั่นขึ้นมาจากสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน ยิ่งได้ฉากสำคัญเมื่อหน่วยคุมกำลังทุกภาคตบเท้าให้กำลังใจพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. หลังถูกเอ็ม 79 โผล่มาทักทาย ปรากฏการณ์เหล่านี้ถูกจับโยงว่าการเมืองไทยอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
"เอกยุทธ อัญชันบุตร"ประธานเครือโอเรียนเต็ลมาร์ทกรุ๊ป ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงจากการเข้าร่วมปฏิวัติยึดอำนาจพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2528 ฟันธงว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในช่วงนี้ไม่ว่าการปฏิวัติ สลับขั้ว กระทั่งยุบสภา เพราะวันนี้กองทัพกับรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นแกนนำ อยู่กันแบบสามัคคีสมานฉันท์ มีการจัดงบให้เหล่าทัพซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จนชื่นใจ
สำหรับเอกยุทธนั้น เข้าสู่วังวนการปฏิวัติด้วยวัยหนุ่มเพียง 25 ปี แค้นใจที่ถูกรัฐบาลพล.อ.เปรม เอาผิดโทษฐานทำธุรกิจค้าเงินตรา "แชร์ชาร์เตอร์" ที่โด่งดังขณะนั้น ทำให้เขาต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ก่อนจะวางแผนยึดอำนาจร่วมกับคณะปฏิวัตินำโดยพ.อ.มนูญ รูปขจร โดยเอกยุทธลงขัน 200 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนอำนาจรัฐ หวังกลับเมืองไทยมาสู้คดี ที่สุดเขาพร้อมด้วยบิ๊กทหาร "มนูญ-มนัส" สองพี่น้องรูปขจรผู้นำการปฏิวัติ ต้องพ่ายแพ้ราบคาบกลายเป็น "กบฏ 9 กันยา" ทำให้เอกยุทธต้องหนีอีกเป็นครั้งที่สอง
 การวิเคราะห์ของเอกยุทธในกระแสปฏิวัติวันนี้ ปี 2553 จึงควรแก่การรับฟัง
"ครั้งนี้ถ้าจะปฏิวัติคงไม่ได้มีสาเหตุจากปชป.ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ถ้าจะเกิดก็ต้องมาจากปชป.ก้าวก่ายหรือไปใช้อำนาจทหารมากไป แต่วันนี้งบต่างๆ เขาให้กองทัพหมด ผมจึงเชื่อว่าไม่เกิดขึ้นแน่ สำคัญคือเงื่อนไขของการเกิดปฏิวัติ เกิดเพื่ออะไร ถ้าเกิดเพื่อให้เสื้อแดงมายืนขวางรถถัง หรือเพื่อให้ทักษิณใช้ข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยกลับเข้าประเทศ มันก็ไม่เกิดแน่"
เอกยุทธ เห็นว่าวันนี้กองทัพมีเอกภาพมากที่สุด นายกฯปล่อยให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ดูแลกองทัพเต็มที่ รองจากพล.อ.ประวิตร ก็มีพล.อ.อนุพงษ์ ตามด้วยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. ทุกคนมีสายของตัวเอง ไม่มีใครแทรกแซง
"ไม่เหมือนสมัยพล.อ.เปรม กองทัพไม่เป็นเอกภาพอย่างนี้ พล.อ.เปรมบริหารทหารอีกแบบ คือ แบ่งแยกแล้วปกครองให้มาคานอำนาจกัน แต่สมัยนี้เป็นเอกภาพมาก"
"ตอนนั้นพอเราปฏิวัติแพ้ ก็มีสัญญาณส่งมาให้เราหยุด เราก็หยุด คำเดียวจบก็คือจบ คนแพ้พวกผม พี่นูญ (พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร) ก็ไปอยู่ต่างประเทศ นายทหารก็ได้รับโทษนิดหน่อย แต่เราไม่ได้รับการอภัยโทษนะ เราได้รับการนิรโทษกรรม เราไม่มาจัดม็อบเหมือนวันนี้"
เขาวิเคราะห์ว่า ลึกๆ แล้วฝ่ายที่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติจริงๆ มี 2-3 กลุ่ม
กลุ่มหนึ่งคือ พรรคเพื่อไทย เพื่อให้เกิดเงื่อนไขและข้ออ้างว่ารัฐบาลทหารไม่มีความชอบธรรม จะได้ปลุกให้คนเสื้อแดงออกมาต่อสู้
กลุ่มสองคือ กลุ่มสนธิ ลิ้มทองกุล จากที่เป็นนักเลงข้างถนน วันนี้พยายามขึ้นเวที แต่ยังไม่มีเวทีให้เล่น ฝั่งนี้จึงต้องการเรียกระดมทุน
โอกาสที่ทหารกลุ่มทักษิณยึดอำนาจได้ไหม?... ถ้ากลุ่มคุณทักษิณทำก็จะเหมือนกบฏ เหมือนพล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ที่ปฏิวัติรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อปี 2520 แต่ไม่สำเร็จทำให้เจ้าตัวถูกประหารชีวิต
"ที่ผมเคยร่วมปฏิวัติมา ทำให้รู้ว่าลึกๆ การปฏิวัติไม่มีเรื่องประเทศชาติหรอก แต่เป็นเรื่องส่วนตัวที่คิดขัดแย้งกันเอง ผมอยากให้เข้าใจคำว่าเอกภาพในกองทัพ หมายถึงผลประโยชน์ที่อ้างกัน เวลาปฏิวัติก็อ้างว่าปกป้องชาติ สถาบัน มีความแตกแยกในสังคม พวกนี้เป็นข้ออ้างเท่านั้น แต่จริงๆ ถ้าไม่มีความขัดแย้งในกลุ่มทหารหรือศูนย์อำนาจ ทหารจะไม่ทำปฏิวัติ ผมกล้าพูดอย่างนี้"
ถามว่าเงื่อนไขที่ว่าหากพล.อ.อนุพงษ์ เกษียณอายุราชการปีนี้ แล้วพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นผบ.ทบ. จะมีการปฏิวัติหรือไม่ เอกยุทธ มองว่า หลายคนมองว่า พล.อ.ประยุทธ์มีศักยภาพทำปฏิวัติได้ แต่ลึกๆ แล้วถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากนายทหารระดับล่างด้วยเหตุผลระดับชาติจริงๆ ก็ยาก เพราะถ้าพลาดโทษประหารชีวิตสถานเดียว
"พล.อ.ประยุทธ์เคลื่อนทหารได้ แต่ในทางการเมืองแพ้เลย ประชาชนจะออกมาประท้วง แล้วทหารจะไปฆ่าประชาชนได้อย่างไร"
เอกยุทธ ยังได้วิเคราะห์การเมืองอีกว่า แม้จะดูอ่อนไหวจากความขัดแย้งเรื่องปมแก้รัฐธรรมนูญที่ปชป.ไม่เอาด้วยกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในช่วงนี้ ไม่ว่าการสลับขั้ว กระทั่งยุบสภา
"ผมคิดว่าไม่พลิก เหตุผลง่ายๆ ถ้าจะยุบสภาหรือแตกหักพรรคร่วมไม่ว่าจะเป็นสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บรรหาร ศิลปอาชา เนวิน ชิดชอบ ที่ถูกรัฐธรรมนูญแบนอยู่ ก็รู้ดีว่าการย้ายไปอยู่ขั้วเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคเพื่อทักษิณชัดเจนจะเป็นอย่างไร ตอนรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย ก็หลุดจากตำแหน่งมาแล้วเพราะไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มอำนาจเก่าและประชาชนส่วนหนึ่ง ดังนั้นนักเลือกตั้งในซีกรัฐบาลจะยอมเสี่ยงหรือ"
"ตัวเองนั่งเป็นรัฐมนตรี มีอำนาจใช้งบประมาณอยู่ จะย้ายขั้วไปอยู่เพื่อไทยทำไม ผมเชื่อว่านี่เป็นเกมโชว์ เป็นเกมการเมือง ถ้าจะบอกว่าพรรคร่วมจะโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลเพื่อล้มรัฐบาลด้วยกันทำไม ก็คือฆ่าตัวตาย เขาจะทำทำไม"
เอกยุทธ ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่กล้าแตกหักแน่เปรียบเหมือนวันนี้นั่งกินดีอยู่ในโรงแรม 5 ดาว แล้วอยู่ๆ ใครจะมาเสี่ยงลงมานั่งกินชั้นล่าง ยิ่งนักการเมืองของไทยเป็นนักบ้าอำนาจ กินกันอยู่แค่ฝาย เขื่อน ถนน ฉะนั้นอำนาจก็มีอยู่เงินก็มีใช้จากงบประมาณประจำปี แล้วทำไมจะต้องไปย้ายขั้ว
แต่ปชป.ถูกพรรคร่วมค่อนแคะตลอดว่า "เขี้ยว" อยู่กันพะอืดพะอมกันมานานแล้ว อาจจะแตกหักได้ เจ้าตัวหัวเราะ"ถึงจะพะอืดพะอมมันก็ยังอยู่ได้"
"เขี้ยว มันเขี้ยวแน่ แต่เพราะคุณโกงไม่ได้เยอะ โกงไม่สะดวก ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ได้โกง แต่ถามหน่อยว่าถ้าคุณย้ายขั้ว คุณจะโกงได้มากขึ้นหรือ"
"คุณเปลี่ยนขั้ววันนี้ งบประมาณของปีที่ผ่านมา คุณก็ไม่ได้ใช้แล้ว การประมูลก็เกิดขึ้นเกือบหมด ฉะนั้นถ้าคุณรอใช้งบประมาณของปีหน้าต้องรอเดือนก.ย. ต.ค. พวกนักการเมืองเขาก็รู้ว่าการใช้งบประมาณเป็นอย่างไร ไม่มีหรอกครับเรื่องแตกหักบีบให้ยุบสภา...เพ้อเจ้อ"
เมื่อให้มองมุมกลับผลงานรัฐบาลในรอบปี เอกยุทธ เห็นว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ มีข้อด้อยหลายจุด เช่น ทำงานไม่เข้าเป้าออกข่าวให้ร้ายทำลายทักษิณเกินไป ประชาชนเลยรู้สึกว่าทักษิณถูกกลั่นแกล้ง นายกฯ ก็ยืนข้างโพเดียม สื่อไม่ถึงประชาชน
อีกเรื่องคือรัฐบาลนี้อิงสถาบันมากเกินไป ทำให้ฝ่ายทักษิณอ้างว่าถูกกลั่นแกล้งเพราะอำนาจพิเศษ
แต่รัฐบาลนี้อ้างว่าเศรษฐกิจกำลังดี สินค้าเกษตรกำลังขึ้น? เอกยุทธ หัวเราะก่อนตอบ "มันเป็นวงจรเศรษฐกิจโลกที่ปกติทุกๆ 2 ปีจะมีขึ้นมีลงฉะนั้นแล้วถ้าปชป.ประคองตัวได้ปีนี้ ปีหน้าจะเป็นปีที่พีกที่สุดของปชป. เพราะตอนนี้มันเหมือนต้นไม้เพิ่งเริ่มปลูก หลังจากต้นไม้ถูกตัดไปแล้ว ปีหน้ามันก็จะเริ่มออกใบออกผล ดังนั้นปีหน้า 2554 ใครอยู่ก็จะเป็นฮีโร่ ไอ้ห้อยไอ้โหนที่ไหนมาเป็นนายกฯ ก็จะได้ชื่อเสียง เหมือนยุคที่ทักษิณเข้ามาปี 2544 ซึ่งเป็นยุคที่พีกของเศรษฐกิจ"
"ผมจึงประเมินว่าปีหน้าน่าจะมีการเลือกตั้งราวเดือนเม.ย. พ.ค. รัฐบาลใช้งบประมาณปีนี้เสร็จ ผ่านงบอีก 1 ปีแล้วไปยุบสภาเลือกตั้งต้นปี ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่รัฐบาลได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัวของปีนี้"
แล้วเพื่อไทยจะทำอย่างไร เพราะชูจุดแข็งทักษิณเก่งเศรษฐกิจ?... "เขาคงซวยตรงนี้เอง ไม่ใช่เพราะรัฐบาลเก่ง"
............................................ ขอเป็นนายกฯ
"จอร์จ ตัน" คือฉายาของเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่ดังกระฉ่อนมานานในแวดวงตลาดหุ้นชื่อดังของโลก เขาบอกว่า ทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่บนเครื่องบินกับโรงแรมมากกว่าอยู่บ้าน เพราะต้องเล่นหุ้น ค้าเงินในตลาดทุน ตลาดหุ้น รวมถึงทำธุรกิจในต่างแดนที่สยายปีกไปทั่วทุกมุมโลก ทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ฮ่องกง จีน ตะวันออกกลาง ยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษที่เขานั่งเก้าอี้ประธานเครือโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษอยู่
"ผมไม่อยากบอกตัวธุรกิจ เพราะในเมืองไทยเวลาทางการเมืองมีเรื่องมา ก็ไม่มีใครช่วยเราได้ เราได้ประสบการณ์มาแล้ว"
"ถ้าจะพูดได้ก็เช่น ทำศูนย์การค้าทั่วโลก หรือในนามกองทุนเราถืออยู่หลายที่ ซื้อบริษัทใหญ่ๆ โดยร่วมถือหุ้นแล้วบริหารกองทุนอยู่ข้างหลัง"
แต่เขาว่าปีนี้จะวางมือในโครงการใหญ่ๆ ปล่อยมือให้คนรุ่นใหม่ทำแทน เพราะมีเป้าหมายอาจจะมาเล่นการเมือง
"ผมเห็นพัฒนาการการเมืองไทยในด้านดี องค์กรตรวจสอบดีขึ้น สื่อกล้าสู้ความจริง ตอนนี้เรา 50 กว่า เป็นวัยที่จะช่วยชาติได้ ถ้าผมแก่ไป 70 ปีเหมือนบรรหาร ผมก็จะไม่ทำ"
เป้าหมายของเอกยุทธ คือ เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่เก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี"
"เราลงการเมืองจะเป็นทำไมแค่รัฐมนตรี เพราะรัฐมนตรีเมืองไทยมันทำอะไรไม่ได้ มันต้องมีอำนาจในการบริหารสูงสุดถึงจะแก้ปัญหาประเทศชาติได้"
ว่าแล้วเจ้าตัวก็พูดถึงวิสัยทัศน์ "ผู้นำ" ว่า ต้องสร้างมาตรฐานทางการเมืองขึ้นมาใหม่ ใครก็ตามที่ถืออำนาจรัฐ ข้าราชการต้องชี้แจงที่มาของทรัพย์สินได้ ถูกตรวจสอบและต้องตอบคำถามได้ถ้าทำสำเร็จจะช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้มาก
"ในต่างประเทศเขาถูกตรวจสอบหมด ของเราถ้าเข้าสู่กระบวนการแล้วสังคมจะเริ่มดีขึ้น ดีกว่ามากำหนดว่าต้องจบปริญญาตรี ต้องสังกัดพรรค แล้วได้ประโยชน์อะไร อย่างซีพีเจ้าของเบียร์ช้าง เจ้าของแบงก์กรุงเทพ แต่ก่อนจบอะไรมา ก็ไม่ได้จบทั้งนั้น ดังนั้นปริญญาไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัด"
อีกเรื่องที่เอกยุทธบอกว่าจะทำคือ ต้องไม่กำหนดอายุความสำหรับคดีโกงภาษี คดีคอร์รัปชัน ถ้าทำได้การโกงก็จะยากขึ้น
เลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีชื่อเอกยุทธเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง?"ก็ มีโอกาส" เขาหยุดคิดซักพักพลางว่า อยู่ที่เงื่อนไขของกฎหมาย ถ้ายังเป็นอย่างนี้เราก็อาจต่อสู้ข้างนอกก่อน ซึ่งมันง่ายกว่าอยู่ในระบบ
......................................... ขุมทรัพย์แม้ว 2 แสนล.
ว่ากันว่าตัวเร่งอุณหภูมิการเมืองอยู่ที่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์ทักษิณ วันที่ 26 ก.พ. หากตัดสินยึดหมด 7.6 หมื่นล้านบาท อาจทำให้ทักษิณสั่งม็อบเสื้อแดงเร่งเครื่องแตกหักได้ แต่เอกยุทธฟันธงว่า ไม่ว่าจะยึดเท่าไร ทักษิณก็จะป่วนต่อไปไม่เลิก
"ทักษิณสู้วันนี้ไม่ใช่แค่ 7 หมื่นล้านอย่างเดียวแต่เขาต้องการอำนาจคืน และเขาหลงตัวเองว่าเก่งที่สุด เชื่อว่ามีคนศรัทธาในตัวเขาเยอะ อย่างเรื่องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นก็เป็นความคิดชั่ววูบของคนที่กำลังพล่านอยู่"
"นักการเมือง แกนนำม็อบที่มาเคลื่อนไหวป่วนช่วงนี้ก็รอเงินอยู่ ฐานมวลชนถูกแปรรูปเป็นธุรกิจทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง อย่างวันนี้ก็หาเหตุ เช่น เขียนโครงการประท้วงทั่วไทย โครงการดาวกระจาย โครงการสู้ครั้งสุดท้าย สร้างโครงการขอเงินแล้วตัวเองก็ร่ำรวย ผมจึงเชื่อว่าความรุนแรงจริงๆ ไม่เกิด เพราะการชุมนุมไม่ได้เกิดจากปัญหาความยากแค้นของประชาชนจริงๆ"
"อย่างสามเกลอ ผมมีข้อมูลว่าไปซื้อเขาหลายเขาที่จ.สุราษฎร์ธานี และคุณวีระก็มีร้านอาหารในอังกฤษอยู่หลายร้าน ซึ่งถ้าตรวจสอบฐานะก่อนทำมวลชน ทุกคนไม่ได้มีสตางค์ แต่ก่อนก็ติดหนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่วันนี้ทำการเมือง หวังผลธุรกิจและเพื่อให้ได้อำนาจการเมืองด้วย"
 และด้วยประสบการณ์ของเอกยุทธที่คลุกคลีในแวดวงการค้าเงินระดับโลก ทำให้เขารู้ลึกถึงแหล่งขุมทรัพย์ทักษิณในต่างแดน เขาประเมินว่านอกจากเงิน 7.6 หมื่นล้านบาทก้อนนี้ ทักษิณยังมีเงินซุกซ่อนอีก 2-3 แสนล้านบาท
"ผมไม่อยากบอกว่าที่ไหนบ้าง เพราะเราพูดทีฝั่งเขาก็ย้ายหนีที เบื้องต้นก็เช่นที่ดูไบ ลิกเตนสไตน์ ส่วนยุโรปมีน้อย ผมเคยนำหลักฐานไปให้คมช.รวมถึงรัฐบาลนี้ว่าเงินทักษิณอยู่ไหนบ้าง ไม่ใช่ผมไปแกล้งเขานะ แต่ให้ไปอายัดทรัพย์สินของเขาในต่างประเทศ แล้วให้พิสูจน์ทรัพย์ และถ้าเขาย้ายเงินหนีเราก็ติดตามได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปลงทุนแบบไหนตรวจสอบได้หมด ถ้ารัฐบาลจะทำจริงแต่รัฐบาลไม่ค่อยทำ"
นี่เองทำให้เอกยุทธยอมรับว่า ช่วงหลังเขาโลว์โปรไฟล์กับบทบาทโค่นทักษิณ เพราะเหนื่อยหน่ายกับผู้มีอำนาจที่ไม่มีใครจริงจังจะจัดการ ทั้งที่ได้หอบหลักฐานเด็ดหลายชิ้นไปให้ เมื่อรัฐบาลไม่ทำแล้วจะทำทำไม ไม่คุ้ม
เขาบอกด้วยว่า การต่อสู้ของทักษิณขัดแย้งกับสิ่งที่พูดไว้หมด เช่น ทักษิณบอกว่าไม่เชื่อศาลเพราะคิดว่าศาลไม่ยุติธรรม แต่ทุกวันนี้เขายังให้ทนายมาฟ้องศาลว่าคนนั้นคนนี้หมิ่นประมาท
"ผมว่าเขาเพี้ยน แต่วันใดที่ศาลตัดสินคุณถูก คุณก็บอกศาลยุติธรรมเชื่อถือได้"
สิ่งที่เอกยุทธมั่นใจคือ ในสถานการณ์ปกติทักษิณจะไม่มีโอกาสกลับมามีอำนาจอีก หรือความเป็นไปได้เท่ากับ 0%
แต่เงื่อนไขที่เผื่อไว้หากเป็นสถานการณ์พิเศษ เช่น เกิดการปฏิวัติ มีการใช้ความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาล นี่แหละจะทำให้ทักษิณกลับมา
ถามว่าเรื่องทักษิณจะวนเวียนอยู่ในประเทศไทยอีกนานแค่ไหน
"ทักษิณกระแสไม่หมด แต่จะเหมือนยุงกัด จะหมดก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีผู้นำที่ดี ที่มีวิสัยทัศน์ แต่ในสภาพสังคมการเมืองวันนี้ยังไม่มีเกิด"
และคงอีกนาน...! ................................ จากนสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันเสาร์ที่ 30 ม.ค. 2553 เซ็คชั่น “สุดสัปดาห์”
|