|
เอ่ยชื่อผม...“เอกยุทธ อัญชันบุตร” หลายคนมักนึกถึงฉายา “เจ้าพ่อชาเตอร์” ผู้โด่งดังในอดีต ที่ประกาศท้ารบกับ “ศูนย์อำนาจ” ผู้ยิ่งใหญ่
จนทำให้ต้องระเห็จระเหิน...ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง
แม้ภาพภายนอกผู้คนจะมองว่า “หนีคดี” แต่น้อยคนจะรู้ว่า...เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร
เพราะ “ผม” กล้าท้ารบกับศูนย์อำนาจของผู้ยิ่งใหญ่ในเวลานั้น (ที่กำลังมีอำนาจอยู่ในเวลานี้)
ถึงขั้น “กล้าฟ้อง” ผู้มีอำนาจทั้งหลายและหลายคน
แต่เชื่อหรือไม่ว่า...พอเอาคดีไปยื่น เจ้าหน้าที่กลับไม่กล้าแม้แต่จะรับฟ้องคดี
และเพียงไม่กี่วัน...ผมก็ได้รับ “ประกาศิต” จาก “ผู้ใหญ่มากๆ” ท่านหนึ่งในแผ่นดิน...ที่บอกกับ “ผม” ทางโทรศัพท์ว่า... “มึงต้องไป”...เพราะ “เค้า” จะเล่นงาน “มึง” แล้ว
เท่านั้นแหล่ะ...ต่อให้เป็นใคร...ก็ต้องเผ่น...แม้ว่า “ผม” จะไม่ผิดก็ตาม
หลายคน...อาจมองว่า ผมโกงแชร์-ผมหนีคดี...แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า...เหตุผลหลักคือ
“ผม” ไป “ขวาง” และ “เล่นงาน” ธนาคารใหญ่ระดับชาติแห่งหนึ่ง...ที่มีสายสัมพันธ์กับ “ผู้มีอำนาจ” อยู่ในเวลานั้น
เค้าหาว่า “ผมโกง” แต่อยากถามหน่อย...
การที่ผมคิดที่จะเอาส่วนต่างของกำไรที่ได้จากการลงทุนในธนาคารมาแบ่งปันกัน...ผมผิดด้วยหรือ???
ทั้งๆ ที่ผมก็ทำถูกกติกา...ทุกอย่าง
เพราะช่วงแรกที่ผมทำธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ ก็ลุ่มๆ ดอนๆ แถมยังถูก “คนอื่นโกง” แบบซึ่งๆ หน้ามาก็มาก
อีกทั้งธุรกิจนี้... "อดีตผู้นำหน้าเหลี่ยม" ก็ยังเคยเข้ามาทำธุรกิจนี้ เพียงแต่ว่า "เจ๊ง" ไปก่อน
หรือแม้แต่ "เจ้าแม่เหล็ก" และ "เจ้าพ่อโทรทัศน์" ที่มีวิกน้อยสีที่สุด...ก็ร่ำรวยมาจากธุรกิจนี้มาก่อนเช่นกัน
เพียงแต่เวลานั้น...ผมเติบใหญ่-แกร่งกล้า บวกกับ “เทพีแห่งโชค” เข้าข้าง...ก็ทำให้ธุรกิจผม “ติดลมบน”
ถามหน่อยว่า...มีใครบ้างในเวลานั้น “ไม่รู้จักผม”
บรรดานักธุรกิจ-นักการเมือง-ทหาร-ตำรวจ-เพื่อนฝูง...ต่างวิ่งเข้าหา “ศูนย์อำนาจทางการเงิน” ที่ผมสร้างขึ้นมา...โดยที่พวกเขาเหล่านี้ต่างได้ผลประโยชน์กันถ้วนหน้า
และเมื่อผมมาพบสูตรเด็ดของดอกเบี้ย...ที่ต่างประเทศ อย่างสวิสเซอร์แลนด์ คิดดอกเบี้ยเงินกู้แค่ 3-4% ในขณะที่เมืองไทยตอนนั้น ให้ดอกเบี้ยเงินฝากถึง 12%
ถามว่า “ผมผิดหรือ?” ที่ผมบินลัดฟ้าไปกู้เงินที่สวิสเซอร์แลนด์...แล้วนำเงินมาฝากที่สถาบันการ เงินในเมืองไทย...เพราะรูปแบบนี้ “สถาบันการเงินในเมืองไทย” ก็ทำเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า ไม่ได้โจ่งแจ้งเท่านั้นเอง
หรือเป็นเพราะ...ผมฉลาดกว่าพวกมัน!!!
และเมื่อผมทำเช่นนี้...และนำเงินมาฝากในสถาบันการเงินของเมืองไทย...ผมก็สามารถ นำเงินรายได้ที่รับจากเงินส่วนต่างของดอกเบี้ยมาแบ่งปันให้กับเจ้าของเงิน ที่นำเงินมาลงทุนกับผมในช่วงเวลานั้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เมื่อ “ผม” ขยายกิจการด้วยแนวคิดที่ว่า “เงินต่อเงิน” ก็เลยถูก “หมายหัว” จาก “บางคน” ที่สูญเสียผลประโยชน์ ด้วยการวิ่งเข้าหาศูนย์อำนาจในเวลานั้นที่ผูกพันแน่นแฟ้นกันมานาน เพื่อเปิดทางและเล่นงานผมอย่างชนิดที่เรียกว่า...ขุดรากถอนโคน
ด้วยการล็อบบี้ให้รัฐบาลเวลานั้นออกกฎหมายใหม่ แล้วมาอ้างว่า...เพื่อจัดการกับ “ธุรกิจเงินนอกระบบ”
พร้อมกับเป็นกฎหมายที่แปลกประหลาดที่ออกมาเพื่อเอาผิดกับธุรกิจที่ไปขัดผลประโยชน์ "บางคน" แล้วมาอ้างหน้าตาเฉยว่า เป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ “ผู้ร่วมลงทุน” จำนวนมากก็แห่แหนมาถอนเงิน...ที่ลงทุนไปกับ "ชาเตอร์" ผมจึงตัดสินใจเซ็นเช็คออกไปหลายร้อยล้านบาท...จนทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ถึงกับระส่ำ
เพราะ เงินในบัญชีผมน่ะมี...พอถูกเบิกจ่ายเงินหลายร้อยล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ธนาคารแห่งนั้นวุ่นวายมาก ต้องถอนเงินสดๆ ก้อนโต มาวางไว้ที่ธนาคาร เพื่อประกาศว่า ยังมั่นคง ยังมีเงิน ใครจะถอนเท่าไหร่ก็ได้
ผมผิดหรือ???? ที่ตอบโต้กลับด้วยวิธีการเช่นนี้...เพราะเงินที่อยู่บัญชีเงินฝาก ก็เป็นเงินของผม เพราะส่วนหนึ่งผมก็กู้มาด้วย “เครดิต” ส่วนตัว
หากผู้มีอำนาจรัฐไม่ได้กลั่นแกล้งผมในเวลานั้น ต่อให้เงินจำนวนมาก...มหาศาลเท่าไหร่ ผมก็มีปัญญาคืนให้กับทุกคนที่ “ใจไม่สู้”...เพราะคนอย่างผม “ไม่ได้คิดโกงใคร”
มีแต่ "บางคน" ในเวลานั้น ที่ไปรับเงินจาก "ลูกค้า" แล้วมาลงทุนกับผมแบบไม่เต็มสัดส่วน เปรียบไปก็เหมือนกับคนพวกนี้นั่นเองที่ไป "โกง" ลูกค้า
ซึ่ง "กลุ่มคนพวกนี้" ก็เป็นกลุ่มคนที่อยากเห็นผม "หลบภัย" เพื่อจะได้สาวไปไม่ถึงตัว "พวกเขา"
และเมื่อผมต้องหลบภัยไปต่างประเทศ...ผมก็กล้าพอที่จะเซ็นเช็คทิ้งไว้ให้ “คนใกล้ตัว-คนใกล้ชิด-เพื่อนสนิท-เพื่อนร่วมลงทุน” เพื่อนำไปใช้คืนให้กับผู้คนที่ "ใจไม่สู้"
แต่เมื่อผมถูกหักหลังจากสารพัดผู้คนที่เห็นแก่ “เงิน” ที่หอมหวน...แล้วผมจะเอาอะไรไปสู้...ในช่วงเวลานั้น
ขนาดผมไปปักหลักที่ “เยอรมัน” ยังมีคนจากเมืองไทยแวะเวียนไปเยี่ยมผมไม่เว้นแต่ละวัน ถึงขนาดหอบหิ้วเช็คไปให้ผมเซ็น...พร้อมกับอ้างว่า...จะเอาไปคืนเงินให้กับ ผู้ลงทุน
แต่เมื่อผมเซ็นเช็คไปให้...เชื่อหรือไม่ว่า...ไอ้คนพวกนี้มันเอาเข้ากระเป๋าตัวมันเองทั้งนั้น
ผมถึงกล้าบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า...ผมไม่เคยขอเงินใคร...มีแต่พวกหน้าด้าน ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ...ที่ “ภาพพจน์ดี-ตระกูลดี-คำพูดสุภาพ”...
แถมเวลานี้ยังเสนอหน้าเป็น "นายแบงก์-นายทหาร-นายตำรวจ" มีหน้ามีตาในสังคมไทย...ที่ผู้คนไปให้ความชื่นชม-นับถืออีก
แต่บอกให้ก็ได้ว่า...ไอ้คนพวกนี้ทั้งนั้นล่ะ...ที่ “โกงเงินผมไป”
หลายคนเจอหน้ากันตามงานสังคมหรือตามโรงแรม...กลับเดินหลบหน้า-ก้มหน้า...แทบจะมุดดินหนี
เพราะเขาเหล่านั้นรู้กันดีว่า...ใครกันแน่ที่ “โคตรโกง”...ตัวจริง!!!
ที่สำคัญคือ...โครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ที่ผมวางโครงการไว้แบบสวยหรู...ใครกันล่ะ...ที่มาโกงเอาไป
หากอยากรู้ว่า...ผมโกงหรือไม่โกง...ว่างๆ ลองไปค้นหาคำพิพากษาในคดีความของผมดูแล้วจะรู้ว่า...ผมโกงใครหรือไม่!!!
แล้วคุณจะรู้ว่า...มีใครบ้าง???...ที่โกงเงินผมไป
แถม “เงินของผม” ยังค้างคาอยู่ในศาลอีกหลายล้านบาท...ที่จนถึงทุกวันนี้ "งานผมยุ่ง" จนไม่มีเวลาไปเอาคืนกลับมา
ไอ้พวกปากดีทั้งหลาย...ช่วยเสนอหน้า...มาทวงเงินกันแบบซึ่งๆ หน้าหน่อยเถอะ...เอกยุทธขอร้อง!!!
ใครที่กล่าวหาว่า “ผมโกง” ถ้ากล้ามาทวงพร้อมหลักฐาน...ผมก็ยินดี
แต่ถึงทุกวันนี้...ยังไม่เห็นมีใครเสนอหน้ากันมาสักราย
ผมต้องบอกก่อนว่า...
ไม่เหมือนใครหลายคน...ที่ “โกงเงินชาวบ้าน+โกงเงินธนาคาร” ไปแล้ว...และต้องเป็น “คนล้มละลาย” แต่พอพ้นโทษเร็ว...เพราะมีการแก้กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กัน...ก็มาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ...
โดยแสดงความรับผิดชอบเพียงประการเดียวคือ “คำขอโทษ” กับสิ่งที่ทำไม่ดีในอดีต แล้วทำให้ผู้คนทั่วไปหลงเชื่อให้อภัยอย่างโง่งมงาย
แต่คนอย่าง “ผม” ขอยืนยันว่า...ไม่หน้าด้านทำแบบนี้เด็ดขาด
เพราะผมไม่ได้โกงใคร...มีแต่คนอื่นที่มา “โกง” ผม...จ้องเอาเปรียบผม...และผมก็รู้ดีว่า “เขาเหล่านั้น” ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรกันบ้าง???
ถ้าอยากท้าพิสูจน์ก็ติดต่อกันมาได้!!!
เพราะตัวผมอาจมี “ตำหนิ” และ “ด่างพร้อย” จริง...แต่ผมไม่มีเจตนา...หรือคิดจะโกงใคร
เพียงแต่เวลานั้น...ผมหาญกล้าไปต่อกรกับ "ฐานอำนาจ" จึงต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้
และหากผม "ผิดจริง" ผมคงถูกขั้วอำนาจเหลี่ยม “เล่นงาน” จนชนิดที่เรียกว่า...เอาตัวไม่รอดแน่ๆ
แต่ทำไมผมถึง “กล้าท้ารบ” กับขั้วอำนาจเหลี่ยม...และเปิดศึกด้วยการประกาศศึก “ยุทธการล้มทักษิณ”...โดย “เขา” เล่นงานผมไม่ได้!!!
รู้หรือยังว่า... “อำนาจเหนืออำนาจ” นั้น...เป็นอย่างไร
เพราะคนอย่างผม...ไม่เคยคิด “โกง” ใคร???
เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในช่วงหลายสิบปีนี้ก็คือ...คุณไม่ต้องโกงก็รวยได้!!!
เหมือนที่ผมรวยอยู่ทุกวันนี้...ก็เพราะน้ำพักน้ำแรงที่ทนทำงานหนักมาจริงๆ
.......................................................
เอกยุทธ อัญชันบุตร
ธันวาคม 2549
|