|
บุรุษผู้ขอเป็นหนึ่ง-ไม่เป็นสองรองใคร “เอกยุทธ อัญชันบุตร” เป็นบุตรคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้อง 5 คนของร.ต.แปลก อัญชันบุตร และนางนันทา ฉัตรกุล ณ อยุธยา โดยตระกูล “อัญชันบุตร” นั้น เป็นครอบครัวที่สืบทอดอำนาจมาจากข้าทาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดย “พันตรีหลวงสุนทรภัณฑารักษ์” ผู้เป็นปู่ และ “คุณย่า” ซึ่งเป็นผู้ถวายการรับใช้ในพระบรมมหาราชวัง เอกยุทธเริ่มเรียนที่โรงเรียนแม้นศรีวิทยา ต่อด้วยโรงเรียนเทพประสาทวิทยา (ซึ่งทั้ง 2 โรงเรียนนี้ได้ปิดตัวเองไปแล้ว) โดยเอกยุทธเรียนจบชั้นมัธยมต้น ด้วยวัยเพียง 14 ปี จากนั้นด้วยวัยที่คึกคะนอง จึงถูกส่งตัวไปเรียนต่อไฮสคูลที่ “เนบราสก้า คอลเลจ” ในรัฐเนบราสก้า อีก 3 ปี
เมื่อ เรียนจบด้วยวัยเพียง 17 ปี จึงกลับเมืองไทย เพื่อช่วยงาน “พี่ชาย” ในเรื่องงานก่อสร้าง แต่อยู่เมืองไทยได้เพียง 2 ปี ก็กลับไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ที่มหาวิทยาลัยแปซิฟิก ยูนิเวอร์ซิตี้ รัฐฮาวาย โดยเลือกเรียนด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน-การคลัง ซึ่งสามารถเรียนจบเพียง 3 ปี และจบด้วยอายุเพียง 22 ปี พร้อมกับการเดินทางกลับเมืองไทย
ซึ่ง ในช่วงเวลานั้น...ธุรกิจคอมมอดิตี้ได้เริ่มขึ้นแล้วในเมืองไทย ก็เลยเข้าไปเป็นลูกค้าของบริษัท แฮลเบอรรี่ คอมมอดิตี้ส์ ที่ตั้งในอาคารสหวิริยา บนถนนสีลม ของนักธุรกิจชาวฮ่องกง แต่จากนั้นไม่นานก็ถูกนักธุรกิจชาวฮ่องกงคนนี้ หอบเงินหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เรียกได้ว่า เป็นการลงทุนครั้งแรกที่เสียหายและขาดทุน นั่นอาจเป็นเพราะการขาดประสบการณ์ จากนั้นก็ใช้เวลาศึกษาและทบทวนวิธีการเล่นใหม่ โดยคราวนี้ย้ายไปเล่นที่บริษัท เมอร์ลิน คอมมอดิตี้ส์ ของ “ทนุ กุลเศรษฐศิริ” ที่สำนักงานถนนเพชรบุรี ซึ่งทำให้เขาผันกลายจาก “หมู” มาเป็น “กระทิง”
จากนั้นก็คิดการใหญ่ด้วยการ “เปิดเอง” โดยหันมาร่วมทุนกับเพื่อนๆ ไปซื้อกิจการที่เจ๊งไปแล้ว คือ บริษัท อินเวสท์เตอร์ จำกัด มา “ทำใหม่” มี สำนักงานตั้งอยู่ในตึกอาคารจอดรถโรงแรมเอเชีย ซึ่งในเวลานั้นมีอายุเพียงแค่ 23 ปี แต่เมื่อเริ่มได้สักพัก กลุ่มผู้ร่วมทุนทั้งหลายเริ่มมีปัญหาขัดแย้ง เพราะเงินตราที่ได้มา มัน “หอมหวน” ในที่สุดจึงตัดสินใจแยกตัวออกมา
ตำนาน “ชาเตอร์” มีเด่นก็มีดับ
เพื่อเปิดบริษัทใหม่กับเพื่อนอีกกลุ่มในนามของ “ชาเตอร์ อินเวสต์เมนท์” มีที่ทำการอยู่ที่สยามธนาการ ย่านถนนอโศก ซึ่งที่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน “ชาเตอร์” ที่โด่งดังและเป็นที่กล่าวขานกันมาก
“ชาเตอร์” ทำธุรกิจทั้งคอมมอดิตี้และการค้าขายเงินตราระหว่างประเทศ และด้วยเวลาเพียงปีเศษๆ “ชาเตอร์” ก็โด่งดังถึงขนาดที่ว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่ชาเตอร์” ก็ว่าได้...และนั่นก็นำมาถึง “หายนะ” โดยไม่รู้ตัว
เพราะขณะนั้น “บรรดานายพล” คนดังทั้งหลายที่เป็นลูกค้าหลัก ก็หอบเงินกันมาทีละ 10-20 ล้านบาท เพื่อเอามาให้ “ทำธุรกิจ” ซึ่งการแบ่งสันปันส่วนมันมีข้อจำกัดด้วยธุรกิจคอมมอดิตี้มันไม่สามารถขยาย ให้ใหญ่ได้ เมื่อมาคำนวณสูตรเรื่องการฝากเงิน คือการกินผลต่างของดอกเบี้ย ก็ปรากฏว่า ไปได้สูตรดอกเบี้ยที่สวิสเซอร์แลนด์ เพราะที่นั่นคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 3-4% ในขณะที่เมืองไทยเวลานั้น มีดอกเบี้ยเงินฝากถึง 12%
เมื่อหันมาเล่นกับเงิน...จึง บินลัดฟ้าไปสวิสเซอร์แลนด์และทำการกู้เงินจากสถาบันการเงินในสวิสเซอร์แลนด์ แล้วนำเงินมาฝากที่ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง โดยได้กำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ยอย่างเป็นกอบเป็นกำ และก็สามารถแบ่งปันให้กับเจ้าของเงินทั้งหลายที่มาร่วมลงทุน
ในที่สุดเมื่อ “ปากต่อปาก” ที่ พูดกันไปว่า “ชาเตอร์” ให้ผลประกอบการที่คุ้มค่าและรวดเร็ว เม็ดเงินก้อนโตก็หลั่งไหลเข้ามาจากสารพัดผู้ลงทุน จากนั้นก็มีการขยับขยายไปลงทุนในโครงการอื่นๆ อาทิ ที่ดิน-หมู่บ้าน-ดิสโก้เธค...
ซึ่งหากจำกันได้...เอกยุทธเป็นผู้ บุกเบิกและสร้างตำนานถนนรัชดาให้ผู้คนรู้จัก...รวมไปถึงโครงการมักกะสัน คอมเพล็กซ์ มูลค่า 6 พันล้านบาท...ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่ยิ่งใหญ่มากในช่วงเวลานั้น เมื่อทำไปสัก 3 ปี สิ่งที่ “เอกยุทธ” คิดในเรื่องส่วนต่างของดอกเบี้ยนี่แหล่ะ ก็กลายมาเป็น “สาเหตุ” ที่ทำให้ถูกตราหน้าว่า “เงินนอกระบบ” เพราะ ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่แห่งนั้นที่เสียผลประโยชน์ไม่ชื่นชอบในกลยุทธที่ว่า นี้ ประกอบกับธนาคารแห่งนั้นมีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้มีอำนาจรัฐในเวลานั้น ก็เลยมีการวางกฎเกณฑ์เพื่อจะออกกฎหมายมา “จัดการ” กับ “ชาเตอร์”
และเมื่อ “เอกยุทธ” ปักหลักสู้...ก็ยิ่งถูก “ตามล่า”... โดยเฉพาะกรณีที่แก้เผ็ดด้วยการเซ็นเช็คให้ลูกค้าที่ถอดใจและไม่มั่นใจไปเบิก เงินสดที่ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่แห่งนั้น เรียกได้ว่า ใครอยากถอนก็พร้อมให้...นั่นเท่ากับยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ธนาคารพาณิชย์แห่ง นั้น “โมโหโกรธา” ขนาดหนัก เพราะหากว่า ไม่มีเงินสดเพียงพอก็จะทำให้เสียเครดิตได้
และ ด้วยสัมพันธภาพอันดีระหว่างธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นกับผู้มีอำนาจ...ที่ต่อ เนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้... “เอกยุทธ” เลยต้องเป็นฝ่ายพ่าย แม้ว่าจะใช้อำนาจทางกฎหมายต่อสู้ แต่ดูเหมือนว่า...กระบวนการยุติธรรมในเวลานั้นก็ไม่กล้าสู้กับ “อำนาจรัฐ” ในเวลานั้น
เมื่อมี “คำสั่ง” จาก “ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง” บอกให้ “ไป” จึงจำใจต้องไป... เพราะไม่เช่นนั้น จะมีผู้ติดร่างแหถูกอำนาจรัฐเล่นงานเป็นขบวน... “เอกยุทธ” จึงต้องระหกระเหินไปต่างแดน ทิ้งธุรกิจมากมายหลายอย่าง คือ มักกะสันคอมเพล็กซ์, สารภีวิลล่า เชียงใหม่, พัทยาเพลส, ชาร์เตอร์ดิสโก้เธค, ลานสเก๊ต และพร๊อพเพอร์ตี้อีกหลายแห่ง
ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้... “ทาง การ” เข้ามาจัดการด้วยการ “ขายทอดตลาด” นำเงินไปแบ่งปันให้กับประชาชนที่ร่วมลงทุนในราคาที่ต่ำมาก และผู้ที่ซื้อไปก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับมีอำนาจทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ที่ดินสารภี มีราคากว่า 100 าล้านบาท แต่ดันเอาไปขายกันในราคาไม่ถึง 2 ล้านบาท แล้วคนที่ซื้อไปก็เป็น “นายตำรวจดัง” ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับอดีตผู้นำหน้าเหลี่ยม...ที่เอาไปขายต่อกันเป็นทอดๆ ได้กำไรและฟื้นตัวกันมหาศาล
ก่อการใหญ่หวังพิสูจน์ตัวแต่เหลว
เมื่อ ต้องต่างบ้านต่างเมืองไปอยู่ต่างแดน โดยช่วงหนึ่งไปปักหลักอยู่ที่ “เยอรมัน” ปรากฏว่า สารพัดผู้คนบินไปเยี่ยมเยือน ทั้งที่มาทวงเงิน-มาขอเงิน-มาชวนร่วมยึดอำนาจ...ซึ่ง ณ เวลานั้น “เอกยุทธ” พบว่า มีกลุ่มของ “เสธ.นูญ-พ.อ.มนูญ รูปขจร” (ยศและชื่อ-สกุลในเวลานั้น) และ "เพื่อนพ้องกลุ่มกรรมกร" ที่คุ้นเคยกันมานาน รวมไปถึงบรรดาพ่อค้าประชาชน...ที่ได้รับความเดือดร้อนอันมีผลจากนโยบายลดค่า เงินบาทที่ทำให้ผู้คนมากมายประสบชะตากรรม จากนั้นเมื่อมีการถกประเด็นปัญหาบ้านเมืองกัน จึงตัดสินใจที่จะ “ก่อการใหญ่” รัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในวันที่ 9 กันยายน 2528
ในเวลานั้น “เอกยุทธ” เชื่อว่า หากสามารถเปลี่ยนฐานอำนาจรัฐได้ ก็สามารถจะกลับเมืองไทยเพื่อต่อสู้ในคดีความตามกระบวนการยุติธรรมได้ แต่เมื่อการก่อการนั้นไม่สำเร็จ...ทำให้ต้องหนีอีกเป็นครั้งที่สอง
คราว นี้ตัดสินใจไปตั้งหลักใหม่ที่สวิสเซอร์แลนด์ โดยอาศัยพรรคพวกเก่าๆ ที่เคยทำธุรกิจด้วยกันสมัย “ชาเตอร์” ที่ไปกู้เงินดอกเบี้ยถูกๆ มาเพื่อมาฝากเงินกินส่วนต่างของดอกเบี้ยจนกลายมาเป็นปัญหาที่ต้องระหกระเหิน ในเวลาต่อมา โดยการไปเที่ยวนี้ ไม่ได้ไปขอกู้เงินเหมือนในอดีต แต่เป็นการไป “ขอทำงาน”
แจ้งเกิดในฐานะคนใหม่นาม “จอร์จ ตัน” เซียนหุ้นระดับโลก
จากนั้นฉายา “จอร์จ ตัน” ก็ ดังกระฉ่อนในแวดวงตลาดหุ้นที่เจนีวา โดยมีเงินเดือน 20,000 ฟรังค์สวิสฯ จากนั้นอยู่ที่เจนีวาได้เพียง 6 เดือน ก็มีเพื่อนนายธนาคารมาบอกว่า ให้ไปเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ดีกว่าที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
และ ณ ที่นี้เองที่นักค้าหุ้นหน้าใหม่นาม “จอร์จ ตัน” ได้แจ้งเกิด แม้ว่าตอนแรกจะลุ่มๆ ดอนๆ แต่เมื่อถึงเหตุการณ์ “แบล็ค มันเดย์” ที่หลายต่อหลายคนถึงกับย่ำแย่...แต่นั่นเป็นโอกาสที่พิสูจน์ความเป็น “ตัวตน” ของ “จอร์จ ตัน” ในฐานะเซียนหุ้นและกระทิงเปลี่ยนแห่งแดนสยามที่น้อยคนจะรู้ว่า...เขาคือ “เอกยุทธ อัญชันบุตร”
ถึง ขนาดที่ "ไพรเวท ฟันด์" ระดับโลก ได้โยนเงินมาก้อนใหญ่ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้มาแสดงฝีมือเทรดหุ้นใน 3 ตลาดใหญ่ทั้งที่นิวยอร์ค-โตเกียว-ลอนดอน
จากนั้น “จอร์จ ตัน” ก็ติดลมบน...เหมือนพยัคฆ์ติดปีก เมื่อหันมาเล่นกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ด้วยการคิดสูตรไขว้เงิน (สวอป) จากประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง...ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทำให้ได้ผลต่างมากกว่า พอทำสูตรนี้ก็มีคนทำตาม พอผลตอบแทนมากขึ้น เมื่อตลาดหุ้นนิวยอร์คขึ้น เงินก็เฟื่องฟู จากนั้น “จอร์จ ตัน” ก็กระโจนเข้าใส่ “น้ำมัน-ทองคำ-พืชผลการเกษตร”
จอร์จ ตัน...ยอมรับว่า เวลานั้น “ฮึกเหิม” และสามารถเรียกขวัญกำลังใจที่สูญหายกลับมาได้มากอักโข เมื่อเช่นนี้จึงได้ตั้งปนิธานกับตัวเองว่า...จาก นี้ไป ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตอีก จะไม่มีวันยอมแพ้-ไม่ยอมหนี-แต่จะขอเดินหน้าสู้ไม่ถอย...เพื่อเรียก ศักดิ์ศรีและชีวิตของ “เอกยุทธ อัญชันบุตร” กลับคืนมาให้ได้
ห้วงเวลานั้น ตลาดหุ้นนิวยอร์ค..ไม่ มีใครไม่รู้จัก “จอร์จ ตัน” เพราะฝีมือ + โชคชะตา ทำให้ต้องพลิกผันมา “เล่นกับตลาดค้าเงินระดับโลก” จนในที่สุดเพียงระยะไม่กี่ปี “รายได้” ก้อนโตก็มีอยู่ใน “พ็อคเก็ต มันนี่” และทำให้ “จอร์จ ตัน” ขยายฐานไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมๆ กับการรับเป็น “โบรกเกอร์” เล่นในทุกธุรกิจที่ขวางหน้า และหนึ่งในฐานที่มั่นอันสำคัญ ของ “จอร์จ ตัน” ก็คือที่มาเลเซีย ที่เขาได้เข้าไปลงทุนทำธุรกิจต่างๆ มากมาย เพราะมีสายสัมพันธ์อันดีกับลูกหลานผู้ใหญ่ในมาเลเซีย แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยน-จอร์จ ตันก็ต้องเริ่มหดและไม่ขยับขยายการลงทุนเหมือนแต่ก่อน
จากนั้นก็ ขยับขยายมุ่งหน้าสู่ “ลอนดอน” ประเทศอังกฤษ ด้วยการปักหลักฐานทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับการเล่นหุ้น เล่นค่าเงิน...กระทั่งตัดสินใจทำ “โครงการโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ป” ซึ่งถือว่าเป็นโลกการค้าขายที่ยิ่งใหญ่ของเขาและทำให้ผู้คนรู้จักและยอมรับ
นี่ยังไม่นับธุรกิจร้านอาหารจีนในลอนดอน บนย่านเบย์ส วอเตอร์ โดยมีถึง 4 ร้านคือ “กำทอง-หั่งเถา-เกียซู-โกลด์ ไมน์”
โดยเฉพาะที่ “Gold Mine” นี้ ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานนั้น ถือว่าเป็นตำนานแห่งเป็ดการเมือง...เพราะ “เอกยุทธ” ดึง “เชฟ” มือ ดีที่เคยไปอยู่ที่ร้านโฟร์ซีซั่นที่เป็นคู่แข่งกัน...กลับคืนมาได้เรียบร้อย ...ทำให้ถนนทุกสายที่อยากกินเป็ดชั้นดีจากฟาร์มใหญ่ในสก๊อตแลนด์ ที่ทั้งอวบ-อ้วน-ผิวตึง-เนื้อแน่น-ชั้นไขมันหนานุ่ม...ก็ต้องมาที่ร้านของ เขาเท่านั้น หวนคืนสู่เมืองไทย-เปิดยุทธการล้มทักษิณ  สำหรับ การหวนคืนสู่เมืองไทยในระยะ 2-3 ปีมานี้ “เอกยุทธ” เล่าว่า เพราะนั่งมองดูจากสายตาของคนภายนอกที่มองเข้ามายังเมืองไทย พบว่า มี 2 จุดที่น่าสนใจคือ เรื่องตลาดทุน-ตลาดหุ้น...ที่เป็นแหล่งเงินสำคัญของ "ทักษิณ ชินวัตร" และพวกพ้อง อีกจุดหนึ่ง...คือ บรรดาครอบครัว-ญาติสนิท-มิตรสหาย...ต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์กันอย่างมหาศาล ซึ่งมีการหลอกลวง ฉ้อโกง คอรัปชั่น...กันอย่างมากมาย โดยเฉพาะในแวดวงตลาดหุ้นไทย...ที่ในห้วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ยังเรืองอำนาจนั้น ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของเศรษฐกิจในยุคทักษิณก็ว่าได้
พอ ได้เข้ามาศึกษาและสัมผัสกับแวดวงตลาดหุ้นไทย ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า...มีการปอกลอก...ค้ากำไร โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความไม่เอาจริงเอาจังของผู้มีหน้าที่ดูแล...ทำ ให้ผู้มีอำนาจรัฐได้ประโยชน์จากการค้าต่างๆ ผ่านการเทรดหุ้นในเมืองไทย แล้วไปพักเงินที่ต่างประเทศมากมาย ซึ่งจากการประเมินคร่าวๆ ของ “เอกยุทธ” พบว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 1-2 แสนล้านบาท
ดังนั้น เม็ดเงินที่ถกเถียงกัน 7.3 หมื่นล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น
“เอก ยุทธ” ยอมรับว่า หลังจากได้มีโอกาสพบปะกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง พร้อมกับการขอร้องให้กลับมาช่วย “ล้มทักษิณ” นั้น เขาจึงตัดสินใจรับปากทันที...โดยเลือกเปิดแผลที่เจาะเข้าไปถึง "หัวใจสำคัญ" ก่อนเป็นลำดับแรก "เอกยุทธ" ประกาศช่วยอย่างเต็มที่และไม่ได้หวังเรื่องผลประโยชน์ใดๆ และเขาพร้อมที่จะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบต่องานนั้นๆ อย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้การเปิดเกม “ยุทธการล้มทักษิณ” เมื่อปลายปี 2547 ก็อุบัติขึ้น พร้อมๆ กับมิตรสหายมากมายทั้งจาก “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์-น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ-พล.ท.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม-อัมรินทร์ คอมันตร์-นายทหารที่ยังรับราชการอยู่” รวมถึงหลายคนอีกมากมายที่ขอสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ซึ่งการจุดพลุเรื่อง “ปั่นหุ้น” ของเครือข่ายนักการเมืองใหญ่ร่วมกัน ซึ่งเขารู้ดีว่า ถ้าจะเล่นงานกันจริงๆ มันจะกระชากหน้ากากคนหลายคนออกมาได้ แต่เวลานั้นต้องยอมรับว่า...เครือข่ายที่ระบอบทักษิณวางรากฐานเอาไว้อย่าง แข็งแกร่งนั้น ยากยิ่งนักที่จะล้มทักษิณได้ในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะเครือข่าย “ข้า-ราช-กู” ที่ไม่ยอมทำงานตามหน้าที่และไม่เอาจริงเอาจังกับการตรวจสอบ
ประกอบกับการ “ครอบงำสื่อ” อย่างถาวรของระบอบทักษิณ...ทำให้ “สื่อดักดาน” หลายแห่ง หันกลับมารุมถล่ม “เอกยุทธ” และพยายามดิสเครดิตอยู่ตลอดเวลา
อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ผู้กล้า” บางคน...มีรายการ “กลับหลังหัน 360 องศา” แถมตัวเขาเองยังถูกไล่ล่า เล่นเกมใต้ดินมากมาย เพื่อหวัง “กำจัด” ให้พ้นทาง
การเดินเกม...เพื่อเปิดโปงความชั่วร้ายของ “ระบอบทักษิณ” จึงต้องมีการปรับกระบวนท่า...โดยอาศัยความร่วมมือกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์...หลากหลาย
จนเป็นที่มาของการเปิดคลื่นวิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตย 92.25 ที่ “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” รับผิดชอบ ต่อด้วยการเปิดเว็บไซต์ www.thaiinsider.com ที่ “เอกยุทธ อัญชันบุตร” รับผิดชอบ โดย ทั้งสองเครือข่ายถือเป็นพันธมิตรร่วมในการเปิดโปง-ป้อนข้อมูลให้กับผู้คนใน สังคมไทยได้รับทราบ-รับฟัง เนื่องจากในห้วงเวลานั้น “สื่อ” ถูกระบอบทักษิณครอบงำจนไม่สามารถสื่อสารข้อมูลที่แท้จริงไปสู่ประชาชนได้
จาก นั้น...เมื่อเครือข่ายของระบอบทักษิณ ถูกเปิดโปงมากขึ้น...หน่วยกล้าตายหลายคน-หลายองค์กร...ก็อาศัยจังหวะเวลาที่ เครือข่ายทักษิณเริ่มเพลี่ยงพล้ำและถูกลองของมากขึ้น เข้าเดินหน้าบดขยี้ จนในที่สุดก็นำมาสู่การที่คณะทหารตัดสินใจเข้ารัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ
โดยเอกยุทธยอมรับว่า เขาเป็นเพียง “เบี้ยตัวหนึ่ง” ที่อยู่ในเกมยุทธการล้มทักษิณ โดยมี “ขุน” ที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สนับสนุนและวางแผนและไม่จำเป็นต้องบอกว่า คือใคร????
เพื่อให้ “ยุทธการล้มทักษิณ” ไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จให้จงได้
และอย่างน้อยงานเฉพาะกิจช่วงแรก...ก็สำเร็จลุล่วงไปแล้ว
แต่งานสำคัญของ “เอกยุทธ” ยังไม่เสร็จตามไปด้วย
หากอยากรู้ว่า...คืออะไร...คงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป...แล้วคุณจะรู้เอง!!!
..................................................... เรียบเรียงโดย...ไต่กอ ธันวาคม 2549
|