กบฎ 9 กันยา
วันจันทร์ที่ 08 มิถุนายน 2009 เวลา 00:13 น.    พิมพ์ อีเมล

เอกยุทธ อัญชันบุตร รำลึกรัฐประหาร 9 กันยาฯ
จากยุทธการยึดเมือง...ถึงยุทธการ “ล้ม” ทักษิณ

The Lounge ของโรงแรมโฟร์ซีซั่นในมหานครลอนดอน ได้รับการยกย่องว่าเป็นห้องน้ำชาที่เลิศหรูที่สุดแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร

เอกยุทธ อัญชันบุตร นัดเราสองคน (อัญชลี ไพรีรักและเถกิง สมทรัพย์) ที่นี่ 3 วันซ้อนเพื่อเปิดอกพูดคุยถึงเรื่องราวทั้งหลายที่เป็นปริศนามานานกว่า 20 ปี...

ชาเขียวเพื่อสุขภาพที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มมานานนับพันปี ชาดาร์จีลิ่งอันเลื่องลือจากอินเดีย และชาผลไม้ของอังกฤษ ถูกนำมาเสริฟ์พร้อมกับคุ๊กกี้จานโต ท่ามกลางเสียงเปียโนและเสียงสนทนาเบาๆ จากอาคันตุกะนานาชาติที่มาเยือนลอนดอน

และในบรรยากาศหรูหราน่ารื่นรมย์นั้น เราเริ่มต้นการค้นหาความลับจาก “เอกยุทธ อัญชันบุตร” ด้วยเรื่อง “กบฏ 9 กันยาฯ”...

ย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปี ที่แล้ว.....03.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2528 รถถังจำนวน 22 คัน จาก ม.พัน.4 รอ. พร้อมด้วยกำลังทหารจำนวนกว่า 400 คน ได้เคลื่อนออกจากที่ตั้งเข้าปฏิบัติการรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งในเวลานั้นเดินทางไปราชการที่ประเทศอินโดนีเซีย

06.00 น. ปฏิบัติการยึดเมืองรุกไล่อย่างรวดเร็ว เข้าควบคุมอาคารกองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า อาคารกรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พร้อมประกาศความสำเร็จของการรัฐประหารและอ่านแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติที่ระบุ นาม “พล.อ.เสริม ณ นคร” อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ

07.00-09.00 น. การรัฐประหารกลับได้พบกับอุปสรรค เมื่อ พล.อ.เทียนชัย สิริสัมพันธ์ รองผู้บัญชาการทหารบก รักษาการผู้บัญชาการทหารบก (แทนพล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้น ที่ติดราชการอยู่ที่ยุโรป) ได้ประสานงานกับพล.อ.เปรมและพล.อ.อาทิตย์ ก่อตั้งกองอำนวยการต่อต้านการรัฐประหารขึ้นที่กรมทหารราบที่ 11 รอ.บางเขน พร้อมกับติดต่อระบบส่งกระจายเสียงออตอบโต้ฝ่ายยึดอำนาจ ด้วยการออกแถลงการณ์ในนามของ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก

ทั้ง 2 ฝ่ายตอบโต้กันด้วยสงครามจิตวิทยามวลชน ต่างฝ่ายต่างประกาศว่าฝ่ายของตนคือผู้กุมอำนาจรัฐ จนเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ฝ่ายต่อต้านการรัฐประหารได้สั่งกองกำลังจาก พัน.1 ร.2 รอ ประกอบด้วยรถยีเอ็มซีและรถสิงห์ทะเลทรายพร้อมอาวุธ เคลื่อนไปตามถนนพหลโยธินเข้ายึดสถานที่สำคัญต่างๆเอาไว้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ประมาณ 09.50 น. รถถังของฝ่ายรัฐประหารที่ตั้งอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าได้เคลื่อนเข้า ระดมยิงเสาอากาศและตัวอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และยิงปืนเอ็ม 60 เข้าไปยังกรมประมวลข่าวกลางที่ตั้งอยู่ในวังปารุสก์ฯ ผลที่เกิดขึ้น ก็คือทำให้ นายนีล เดวิส ผู้สื่อข่าวต่างประเทศชาวออสเตรเลียน และนายบิล แรตช์ ผู้สื่อข่าว ชาวอเมริกันของเครือข่ายเอ็นบีซี ถูกลูกหลงเสียชีวิต

หลังจากนั้นกำลังทั้งสองฝ่ายได้เริ่มปะทะกันอย่างรุนแรงไปจนกระทั่งถึงเวลา ประมาณ 15.00 น. การเจรจาเพื่อสงบศึกได้เริ่มขึ้นโดยมี พล.ท.พิจิตร กุลละวณิชย์ (ยศในเวลานั้น) เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาลเจรจากับ พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา แกนนำคนสำคัญฝ่ายรัฐประหาร ซึ่งลงเอยด้วยการที่ฝ่ายรัฐประหารยินยอมเลิกปฏิบัติการ

17.30 น. สถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เริ่มคลี่คลายเข้าสู่ความสงบ กองกำลังทั้งสองฝ่ายถอนจากที่นั่นกลับสู่ที่ตั้ง

18.30 น. พล.ท.พิจิตร และ พล.ท.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อส่งตัวพันเอกมนูญ และนาวาอากาศโท มนัส รูปขจร ผู้นำการรัฐประหารครั้งนี้ให้เดินทางออกนอกประเทศ....

ในคืนวันเดียวกันนั้นเอง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้กลับมายังเมืองไทยและเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จึงเป็นอันว่าวิกฤตการณ์การเมืองไทยในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2528 ได้ยุติลง

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ภรรยาพล.อ.เสริม ณ นคร หัวหน้าคณะปฏิวัติ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า เหตุการณ์ที่สงบราบรื่นขึ้นมานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงทราบเหตุการณ์โดยตลอด ทรงวิตกกังวลต่อสถานการณ์ ได้มีพระกระแสรับสั่ง ขอให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายยุติการต่อสู้และให้ตกลงกันโดยสันติทั้งสองฝ่ายก็ สามารถทำความเข้าใจกันได้แล้วนำกำลังกลับเข้าสู่ที่ตั้ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยุติลงโดยสิ้นเชิง (ไทยรัฐ, 11 กันยายน พ.ศ.2528)

ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 10 กันยายน ประชาชนในกรุงเทพมหานครที่ติดตามข่าวสารมาตลอด ทั้งวันที่ 9 กันยายน เพิ่งได้รู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่า นอกจากบรรดานายทหารของกองทัพ แบ่งฝ่ายกันเล่นเกมยึดอำนาจกันเองแล้ว ยังมีพลเรือนจำนวนหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ผู้นำแรงงาน คนสำคัญๆอย่าง นายสวัสดิ์ ลูกโดด, นายอาหมัด ขามเทศทอง, นายประทิน ธำรงจ้อย ฯลฯ และชื่อที่ทำให้ประหลาดสุดขีดก็คือ “เอกยุทธ อัญชันบุตร” ผู้เพิ่งหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีแชร์ชาเตอร์ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่กองบัญชาการรัฐประหารในฐานะ แกนนำคนสำคัญ ที่ถือบัญชาการผ่านวิทยุสื่อสารในนามของ “สิงห์ 1” บุคคลที่ให้ข้อมูลกับหนังสือพิมพ์ คือ นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (องค์การขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ขสมก.) ซึ่งถูกฝ่ายก่อการควบคุมตัวไว้)

ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2528 ในกรอบข่าวสุดท้ายหน้าหนึ่งพาดหัวว่า “เอกยุทธ โผล่หน้า บก.ปฏิวัติ” ในเนื้อข่าวลงคำให้สัมภาษณ์ของนายพิเชษฐ์ว่า ถูกผู้นำสหภาพแรงงานขสมก.โทรศัพท์มาเรียกให้ไปที่สำนักงานใหญ่ ขสมก.แล้วโดนควบคุมตัวไว้โดยแกนนำเหล่านั้น ประกอบด้วยนายสมชาย ศรีสุนทรโวหาร นายอิสระ งามโรจน์ ประธานสหภาพและนายสมพงษ์ สระกวี อดีตผู้นำนักศึกษา

นายพิเชษฐ์ได้กล่าวถึงนายเอกยุทธว่า ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวไว้นั้นได้เห็นนายเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้ามือแชร์ชาเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ตำรวจกำลังต้องการตัวไปปรากฏตัวอยู่ใกล้กลุ่มบุคคล ระดับผู้นำของฝ่ายปฏิวัติที่เข้ายึดขสมก.ด้วย โดยใช้วิทยุมือถือรหัส “สิงห์ 1” และนายเอกยุทธได้ฉากหนีไป เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ของฝ่ายปฏิวัติตกเป็นรอง

สยามรัฐ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2528 ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของนายพิเชษฐ์ว่าได้เห็นนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นั่งรถเบนซ์สีขาว ทะเบียน 7จ.9539 กรุงเทพมหานคร สวมชุดซาฟารี สีกากีอ่อน มีวิทยุสั่งการ และสั่งการโดยใช้โค้ดว่า “สิงห์ 1” ซึ่งนายเอกยุทธ ได้เข้าๆออกๆสำนักงานใหญ่ของ ขสมก.หลายหน จนกระทั่งเวลา 13.00 น. จึงได้ออกไปแล้วไม่กลับมาอีก นายพิเชษฐ์ระบุเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่อยู่ ขสมก.นี่เอง นายเอกยุทธได้สั่งการถึงสารวัตรใหญ่ สน.พญาไท อ้างว่าทหารฝ่ายรัฐบาลได้บุกเข้าปล้นธนาคารแห่งหนึ่งในเขตสน.พญาไทและให้นำ กำลังตำรวจออกมา เพื่อระงับเหตุด้วย แต่ตำรวจไม่ได้ปฏิบัติตาม ซึ่งการสั่งการของนายเอกยุทธ ครั้งนี้ได้อ้างว่าเป็นผู้นำของฝ่ายปฏิวัติด้วย

มติชน ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2528 ได้ลงคำให้สัมภาษณ์นักข่าวของนายพิเชษฐ์เช่นเดียวกับสยามรัฐ แต่มีข้อมูลที่แตกต่างเกี่ยวกับสีของรถเบนซ์ ว่าเป็นรุ่น 280 เอส สีตะกั่ว ส่วนนายเอกยุทธสวมชุดซาฟารีสีกากีอ่อน สวมนาฬิกาอย่างดี ซึ่งนายเอกยุทธได้บอกนายพิเซษฐ์ว่า เขามั่นใจว่าการปฏิวัติจะสำเร็จอย่างแน่นอน ฝ่ายปฏิวัติได้ยึดสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ไว้เรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จะออกแถลงการณ์ต่อประชาชน

ส่วน ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2528 ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากคำสัมภาษณ์ของนายพิเชษฐ์ว่า นายเอกยุทธได้นำทหารติดอาวุธ 4 นายเข้ามาในห้องทำงานของตน และบอกว่าพื้นที่ทางฝั่งธนบุรีนั้น พ.อ.พีรพงศ์ สรรพากพิสุทธิ หรือ เสธ.แฮงค์ ได้ควบคุมไว้เรียบร้อยแล้ว และนายเอกยุทธ บอกว่าเขาได้ร่วมลงทุนด้วย......

“คุณเอกยุทธ ขนเงิน 200 ล้านบาทบินเข้าเมืองไทยไปสนับสนุนการรัฐประหารใช่ไหม...” เราเริ่มคำถามที่ยังคงเป็นปริศนาในใจของคนหลายคน

“ผมบินเข้าไปแต่ตัวเงินอยู่ในธนาคารที่เมืองไทย แต่ใช้ไปไม่ถึง 200 ล้านบาท” เอกยุทธยอมรับว่าเขาคือผู้สนับสนุนคนหนึ่งของยุทธการยึดเมืองในครั้งนั้น พร้อมกับเล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างละเอียดว่า........

เมื่อเขาพบกับวิกฤตการณ์แชร์ชาเตอร์และโดนตำรวจตามล่าตัว เขาจึงหลบออกนอกประเทศด้วยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่คนหนึ่ง ส่งขึ้นเครื่องบินไปยังประเทศเยอรมนีและไปพักอยู่กับเพื่อนที่สนิทสนมกันมา ก่อน ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาต้องหนีตายออกนอกประเทศ...

ในระหว่างที่อยู่ในเยอรมนีนั่นเอง มีผู้คนแวะเวียนมาเยี่ยมเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาเพื่อสอบถามว่าเงินแชร์ซ่อนไว้ที่ไหน แต่มีการประสานมาจากผู้นำกรรมกรจากเมืองไทยให้นายทหารคนดังแวะเยี่ยมเพราะ อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์บ้านเมืองน่าเป็นห่วง อยากให้คนที่มีความคิดอ่านคล้ายๆกันมาเจอกัน

ในที่สุดเอกยุทธ อัญชันบุตร ก็ได้พูดคุยกับนายทหารคนดังและมีการประสานงานกันระหว่าง 2 แกนนำคนสำคัญของรัฐประหาร 9 กันยาฯ

คนหนึ่งมีกำลังพล คนหนึ่งมีกำลังทุน และมีความขัดแย้งกับคนเดียวกันคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ผู้เอาชนะ พ.อ.มนูญ รูปขจร ในเหตุการณ์กบฏเมษาฯฮาวาย พ.ศ.2524 และ เป็นผู้ทำลายแชร์ชาเตอร์ของ เอกยุทธ อัญชันบุตร จนพังพินาศไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่ทั้งคู่จะพบกัน การมองเห็นโอกาสที่จะกลับมาเมืองไทย ทำให้เอกยุทธตอบตกลงการเข้าร่วมกระทำรัฐประหารโดยไม่ลังเล

“กลุ่มพี่น้องกรรมกรทางเมืองไทยนั้น ถามผมมาว่าต้องการสนับสนุนเรื่องนี้ไหม ตอนนั้นอยากกลับเมืองไทยและอยากกลับมาสู้ความในศาลเรื่องชาเตอร์ ก็ตกลงและบินกลับเมืองไทยประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน 9 กันยายน...ผมกลับมาโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ขอความยุติธรรม ขอขึ้นศาลสู้ความ ที่ยอมเข้ามาเพราะอยากสู้ความแบบแฟร์ๆไม่ใช่สู้ความแบบที่มีอำนาจรัฐยืน คุมอยู่อีกด้านนึง...ตอนนั้นผมคิดว่าเมื่อเข้ามาแล้วรัฐบาลชุดนั้นต้องไป ต้องเปลี่ยนแปลง แล้วผมจะได้ความยุติธรรมกลับคืนมา นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่เข้าร่วมการปฏิวัติ.....”

เมื่อตกลงใจได้ เช่นนั้นแล้ว เอกยุทธ อัญชันบุตร ก็แอบบินกลับมาเมืองไทยก่อนลงมือ 2 สัปดาห์ แต่เขายอมรับว่า การเข้ามาของเขาคงไม่หลุดรอดสายตาของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ไปได้อย่างแน่นอน หลังจากนั้นก็ให้คนไปรวบรวมมาจากผู้สนับสนุนเกือบๆ 200 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย

“เงินทั้งหมดใส่ไว้ในท้ายรถเบนซ์ ทุกคนรู้กันดี...ตอนที่การยึดอำนาจล้มเหลวคนขับกับรถและเงินหายเข้ากลีบเมฆ ไปเลย มีเงินอยู่ 4-5 ล้านบาท...ตอนหลังมาเขาบอกกับเราว่ารถกับเงินถูกยึด...”

เอกยุทธ ปฏิเสธที่จะบอกรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีส่วนร่วมในครั้ง นั้น แต่เขาบอกว่าเขานำกำลังทหารจำนวนหนึ่งออกมาไปจับผู้ใหญ่มา 3 คน ในจำนวนนั้นมีนายพิเชษฐ์ สถิรชวาล ผู้อำนวยการ ขสมก.อยู่ด้วย แต่เมื่อปฏิวัติเริ่มขึ้นไปถึงเวลาประมาณ 10.00 น. เอกยุทธก็รู้ว่าแพ้ รู้ว่าไม่รอดแล้ว

“...แต่ผมยังคิดที่จะสู้ต่อไปอีก ตอนนั้นอายุแค่ 25 ก็คิดแบบคนหนุ่มไงล่ะว่าวัดกันไปเลย ถ้าชนะก็ได้สู้ความ ผมก็สั่งให้ลูกน้องสู้ต่อ พวกนั้นเป็นทหารเด็กๆทั้งนั้น แต่ในที่สุดเราก็แพ้ แพ้เพราะ “พระบารมี” แพ้แล้วเราก็กลับบ้านที่สุขุมวิท เข้านอนดูทีวี เห็นคนที่อยู่ร่วมในฝ่ายปฏิวัติพอรู้ว่าแพ้ก็ไปโผล่ที่กองบัญชาการต่อต้าน การปฏิวัติของฝ่ายรัฐบาลทีละคนและเห็นที่เขาประกาศออกหมายจับผมทางทีวีทุก ช่อง.... ผมงงมากในตอนนั้น งงว่ากูจะเอายังไงต่อไปกับชีวิตดีวะ.....”

ท่ามกลางความวิกฤติภายหลังการรัฐประหารล้มเหลวและกำลังว้าวุ่นกับอนาคตของตัว เองอยู่นั้น เอกยุทธก็ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่คนหนึ่งว่าให้ออกจากประเทศไปภายใน 10 ชั่วโมง รับรองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น....

“ผมก็นอนคิดว่ากูจะไปที่ไหน วะ จะไปยังไง เงินที่เหลือในท้ายรถ 4-5 ล้านบาท ทหารก็ขับหนีไปเลย ตอนนั้นทุกคนรู้หมดว่ามีเงินในรถ เปิดแจกกันอยู่ท้ายรถเห็นๆกันหมด คนขับเอาหนีไปเลย แล้วโทรมาบอกว่าโดนจี้ เรารู้แล้วว่าวาระมันมาถึงแล้ว เลยตัดสินใจโทรไปหาเพื่อนที่ยิ่งใหญ่ อยู่ในมาเลเซีย...เขาก็ส่งคนมารับ...”

เพื่อนที่ยิ่งใหญ่ของเอกยุทธเป็นใคร เขาขอเก็บไว้เป็นความลับ

“เพื่อนคนนี้ผมรู้จักเขาที่อังกฤษ ตอนที่ผมยังมีเงินมากๆ ผมบินไปซื้อรถแข่งที่อังกฤษและเยอรมนีบ่อยๆก็เลยรู้จักสนิทสนมกัน พอโทรไปหาเขาและบอกว่าเราเดือดร้อนเรื่องอะไร เขาส่งรถทูตมารับไปทันที โดยที่ทางรัฐบาลไทยก็รู้ พอเขาไปส่งเราที่มาเลเซียเขาก็จัดการเรื่องการเดินทางเข้าเยอรมนีให้เลย...”

แล้วเอกยุทธ อัญชันบุตรก็หนีตายออกนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน

“แล้วพ.อ.มนูญล่ะ” พวกเราถาม

“ตอนนั้นผมแยกกับเสธ.แล้ว ผมไปมาเลเซีย ท่านไปสิงคโปร์ ทราบมาว่าพี่เสือ (พล.อ.พิจิตร) ให้เงิน 1000 เหรียญฯ ส่งพี่นูญไปสิงคโปร์ ก้อ........ลีเซียนหลุง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนี้แหละที่ไปรับเสธ.นูญ.......”

เอกยุทธยอมรับว่า เหตุการณ์หนีตายครั้งนั้นทำให้เขากลัวมาก

“ระหว่างทางกลับบ้านไปสนามบิน ผมหวั่นไหวมาก รู้เลยว่าตอนนั้นอำนาจรัฐมันแรงมาก แตกต่างจากการที่ออกไปเมื่อครั้งแรก ตอนขึ้นเครื่องบินไปแล้ว ผมก็ยังกลัว รอจนประตูปิด บินขึ้นไปบนอากาศ ผมก็ยังกลัว จนบินไปครึ่งชั่วโมงถึงได้โล่งใจว่าปลอดภัย....ตอนนั้นกลัวมาก กลัวว่า เครื่องบินจะเลี้ยวกลับ ตราบใดที่ยังไม่พ้นน่านฟ้าไทย เคยมีประวัติศาสตร์มาแล้ว”

เขาบินหนีไปครั้งนั้นด้วยเที่ยวบินพิเศษของสายการบินต่างประเทศ

ครั้นไปถึงสนามบินที่กัวลาลัมเปอร์ เพื่อนก็มารับพร้อมกับเอกสารการเดินทางต่อไปยังเยอรมนี หลังจากนั้นชื่อของ “เอกยุทธ อัญชันบุตร” ก็หายสาบสูญไป เหลือเพียงบุรุษในนาม “จอร์จ ตัน” ที่ผาดโผนไปทั่วยุทธจักรการเงินโลกนานนับสิบปี

“ผมกลายเป็นคนใหม่ ไม่มีเอกยุทธ อัญชันบุตร อีกต่อไป แต่มี "จอร์จ ตัน" มาแทนที่ แล้วผมก็ไปเยอรมนี ในฐานะใหม่....พอกลับไปเพื่อนก็มารอรับแล้ว เห็นอาการที่แย่มากๆของผม เขาก็ทักว่า “แพ้มาใช่ไหม”... เขาพาผมกลับที่พัก แวะเลี้ยงข้าวแล้วปลอบใจว่าอย่าคิดอะไรมาก ไม่มีอะไรหรอก ที่นั้นไม่ใช่ประเทศของเรา อย่าไปอยู่มันเลย..”

เมื่อตั้งหลักได้เขา ก็ทำเรื่องแจ้งไปยังสำนักงานผู้เลี้ยงภัยการเมือง ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ว่า ขอลี้ภัยทางการเมือง ในนามเอกยุทธ อัญชันบุตร

เอกยุทธ ยกแก้วชาเขียวขึ้นจิบก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “กลับไปเยอรมนีเที่ยวนี้ไม่เหมือนตอนแรกที่ตอนนั้นมีทั้งโทรศัพท์ และคนแวะมาเยี่ยมมากมาย แต่ครั้งนี้เงียบกริบ ผมโทรไปหาใครที่เมืองไทยก็ไม่มีใครยอมรับโทรศัพท์ มีแต่คุณแม่ที่บินมาเยี่ยมผม... นั้นคือครั้งสุดท้ายที่อยู่เมืองไทย ผมตระเวนไปทั่วโลกนานถึง  10 ปีกว่า จะได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งและเพิ่งได้กลับมาใช้ชื่อเอกยุทธ อัญชันบุตร อีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง....”

เอกยุทธ อัญชันบุตร หันหลังให้กับอดีตและก้าวเข้าสู่ยุทธจักรการเงินของโลกในนามของ “จอร์จ ตัน” สิบกว่าปี จนสร้างความมั่งคั่งและมั่นคง ในวัย 45 ปี เขากลับมาเขย่าวงการการเมืองอีกครั้ง ด้วยการประกาศยุทธการ “ล้ม” ทักษิณ ชินวัตร

ช่างเป็นชีวิตที่น่าตื่นเต้นเสี่ยนี่กระไร
...............................................
คัดลอกจากหนังสือ "ยุทธการล้มทักษิณ" เรียบเรียงโดย...ไพศาล มังกรไชยา-อัญชลี ไพรีรัก-เถกิง สมทรัพย์ ตีพิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2547

...............................................

หมายเหตุเอกยุทธ :

บทความนี้เป็นมุมมองและความเห็นของผู้เขียนทั้ง 3 ท่าน ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากการสัมภาษณ์ผม แต่ก็มีข้อมูลบางประการที่เกิดจากการค้นคว้าของผู้เขียน...ผมไม่รับรองความถูกต้องทั้งหมด

เอกยุทธ อัญชันบุตร

ธันวาคม 2549

ความคิดเห็น
เพิ่มความคิดเห็น
HollieCabrera  - reply   |91.212.226.xxx |19-12-2011 23:45:42
I had a desire to start my own firm, however I did not have enough of money to do that. Thank God my friend said to use the loans. Therefore I used the short term loan and made real my desire.
JillBoyle  - respond this topic   |91.212.226.xxx |02-01-2012 12:35:04
Following my own monitoring, millions of persons in the world get the personal loans at different banks. Thence, there's good chances to find a financial loan in any country.
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
อีเมล์:
 
หัวข้อ:
กรุณาใส่ anti-spam code

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 

จำนวนผู้อ่าน

จำนวนผู้อ่าน: 7135